เทคนิคการขายสินค้าออนไลน์แบบดรอปชิป(Dropship)

การขายสินค้าออนไลน์แบบดรอปชิป (Dropship) เป็นวิธีการทำธุรกิจที่ทุกคนสามารถทำได้ โดยไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้า เริ่มต้นง่าย ใช้ทุนน้อย และเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการสร้างรายได้เสริม แต่คุณรู้ไหมว่าการขายสินค้าออนไลน์แบบดรอปชิป คืออะไร และจะทำอย่างไรให้สามารถขายได้มากมาย มาอ่านบทความนี้เพื่อความรู้และเคล็ดลับดีๆ กัน

Dropship (ดรอปชิป) คืออะไร

Dropship (ดรอปชิป) คือ วิธีการขายสินค้าออนไลน์โดยไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้า หรือสามารถเรียกว่าตัวแทนจำหน่าย โดยจะนำสินค้ามาจากร้านค้าหรือซัพพลายเออร์อื่นมาวางขายในร้านของคุณ โดยได้รับการอนุมัติจากนั้น คุณสามารถกำหนดราคาขายเองและโพสต์สินค้าขายได้ในช่องทางต่างๆ เช่น Marketplace และ Social Media หลังจากลูกค้าสั่งซื้อจากร้านคุณ ซัพพลายเออร์จะดำเนินการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าที่สั่งซื้อ

Dropship (ดรอปชิป) จะเริ่มต้นอย่างไร

หลังจากที่คุณรู้จัก Dropship แล้ว หากต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจแบบนี้ ควรเริ่มต้นอย่างไรบ้าง

  1. คิดให้ดีก่อนที่จะเลือกสินค้าที่จะขาย แล้วค้นหาร้านค้าหรือซัพพลายเออร์ที่รับตัวแทนจำหน่ายแบบ Dropship
  2. เลือกประเภทสินค้าที่ต้องการขาย และทำการสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายกับร้านค้านั้น
  3. นำข้อมูลสินค้ามาโพสต์บนร้านค้าออนไลน์หรือช่องทางอื่นๆของคุณ เช่น Shopee Lazada TikTok Facebook IG และอื่นๆ
  4. หาวิธีทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
  5. ส่งคำสั่งซื้อไปให้ซัพพลายเออร์ เมื่อมีออเดอร์คำสั่งซื้อเข้ามา
  6. ซัพพลายเออร์จะรับผิดชอบในการแพ็คสินค้าและจัดส่งให้กับลูกค้าในนามของร้านตัวแทนจำหน่าย

เทคนิคการขายของออนไลน์แบบ Dropship ให้ขายได้ปัง

  1. ศึกษาตลาดสินค้าให้ดี

    ในปัจจุบัน ความแข่งขันในตลาดการขายสินค้าออนไลน์แบบ Dropship มีความเข้มงวด เพื่อเลือกขายสินค้าที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ซื้อและเข้ากับแนวคิดของแบรนด์ร้านค้าของตนเอง เป็นขั้นตอนสำคัญแรกสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มต้นทำธุรกิจ Dropship ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้าควรศึกษาตลาดสินค้าอย่างถี่ถ้วนตามความชื่นชอบของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และวางแผนทางการตลาดให้เหมาะสม ว่าจะขายประเภทสินค้าใด และมีสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ขายได้ดี

  2. คิดให้ดีว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร

    ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องการขายสินค้าประเภทใด คุณควรรู้ว่าคุณจะขายให้กับกลุ่มใคร ใครเป็นเป้าหมายของคุณ โดยกลุ่มผู้บริโภคในตลาดมีขนาดใหญ่ และความต้องการของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน เช่น คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกอาจต้องการสินค้าดูแลเด็ก คนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงอาจต้องการอุปกรณ์และอาหารสำหรับสัตว์ เป็นต้น เพราะฉะนั้น คุณควรคิดให้ดีเรื่องกลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร และจะเดินทางต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  3. ศึกษาคู่แข่งทางการตลาด

    Dropship มีความสะดวกสบายเนื่องจากไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้า การเริ่มต้นง่าย และใช้ทุนน้อย ดังนั้น มีผู้คนจำนวนมากที่สนใจทำ Dropship หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะขายสินค้าอะไร ขั้นตอนถัดมาคือการศึกษาคู่แข่งในตลาดการตลาดมีใครบ้าง และเลือกร้านค้าที่มีคุณภาพสูงหลายร้านเพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาดขายสินค้าออนไลน์ของพวกเขา เช่น การโชว์สินค้าในหน้าร้าน การตั้งข้อมูลสินค้า การทำโฆษณา และการจัดกิจกรรมส่วนลด เป็นต้น เพื่อนำมาปรับใช้กับร้านของตนเองให้ได้ผลดี

  4. ค้นหาซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือ

    การค้นหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้เป็นส่วนสำคัญของการทำ Dropship เมื่อมีการขายสินค้าแล้ว ส่งคำสั่งซื้อให้ซัพพลายเออร์เพื่อช่วยในการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า ดังนั้น ควรตรวจสอบความเชื่อถือของซัพพลายเออร์ที่ค้นหา เช่น การตรวจสอบสถานะการจัดส่งและการเตรียมสต็อกสินค้าให้เพียงพอในการจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ และการรับผิดชอบกรณีเกิดข้อผิดพลาดจากซัพพลายเออร์ ดังนั้น ควรค้นหาซัพพลายเออร์หลายรายเพื่อให้มีทางเลือกเมื่อต้องการใช้บริการของซัพพลายเออร์ได้ในกรณีที่จำเป็น

  5. ตั้งราคาขายให้เหมาะสม

    การตั้งราคาขายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดลูกค้าสั่งซื้อสินค้าของคุณ หากตั้งราคาขายสูงเกินไป ลูกค้าอาจจะเลือกซื้อจากร้านค้าที่ราคาถูกกว่า หากตั้งต่ำเกินไป แม่ค้าอาจไม่ได้กำไรมากพอ และอาจเกิดความสงสัยว่าทำไมถึงทำ Dropship ได้เพียงนี้เท่านั้น ดังนั้น ร้านค้าที่ทำ Dropship ควรตั้งราคาขายให้เหมาะสมและสามารถศึกษาจากคู่แข่งได้